CASE STUDY: Twitter, Facebook และ YouTube:
กลยุทธ์์การทำการตลาด และสร้างสังคมแบรนด์
ด้วยนวัตกรรม Social Web
ด้วยนวัตกรรม Social Web
ในยุคของลองเทล (Long Tail) สื่อพื้นฐาน (Traditional Media) เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ลดบทบาทลง เมื่อเทียบกับสื่อออนไลน์ ซึ่งกำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในด้านการเข้าถึงและการประยุกต์ใช้ ดังเห็นได้จากการลดตัวของสัดส่วนโฆษณาบนสื่อพื้นฐานและการขยายตัวบนสื่อออนไลน์ทั้งในและนอกประเทศ Social Web หรือเว็บสังคม เช่น Twitter, Facebook หรือ YouTube เป็นนวัตกรรมสื่อออนไลน์ ที่มีการเข้าถึงสูงสุด และสามารถใช้เป็นกลยุทธ์ โดยอาศัยการเชื่อมโยง (Connection) ระหว่างสมาชิกหรือเครือข่ายสังคมเป็นเครื่องมือการตลาดได้หลายรูปแบบ เช่น แบบตรง (Direct) เจาะกลุ่มเป้าหมาย (Target) ปากต่อปาก (Word-of-Mouth) และเรียลไทม์ (Real-Time) นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์สร้างสังคมแบรนด์ (Brand Community) เพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ขององค์กร Social Web จึงเป็นกลยุทธ์ใหม่ ที่สร้างความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขันได้
1. ลองเทลและสื่อออนไลน์
ในยุคของลองเทล สื่อพื้นฐาน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งแต่เดิมผูกขาดการถ่ายทอดข่าวสารข้อมูล ลดบทบาทลง เนื่องจากมีสื่อทางเลือกใหม่เช่นสื่อออนไลน์เข้ามามีส่วนร่วมในเวลาของผู้บริโภคมากขึ้น ปัจจุบันผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์ ในขณะที่ผู้บริโภครุ่นเก่ายังยึดติดกับสื่อพื้นฐาน (Anderson, 2006) ในเวลานี้ ค่ามีเดียน (Median) ของอายุผู้บริโภคสื่อโทรทัศน์ในสหรัฐสูงถึง 50 ปี ขณะที่ค่ามีเดียนของอายุชาวอเมริกันอยู่ที่ 38 ปี จึงเห็นได้ว่า เดโมกราฟฟิกอายุ (Age Demographic) ของผู้บริโภคสื่อโทรทัศน์ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายอีกต่อไปแล้ว นั่นคือกลุ่มอายุ 18-49 ปี (Somaiya, 2008) ในขณะที่หลายคนไม่รู้ตัว สื่อออนไลน์กำลังเปลี่ยนมาเป็นสื่อมวลชนหลัก (Mass Media) ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้า ข่าวสารข้อมูลจากสื่อพื้นฐานยังสามารถถ่ายทอดได้บนสื่อออนไลน์ในรูปแบบที่ทันสมัยกว่า และเข้าถึงได้ง่ายกว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ในอนาคตสื่อออนไลน์จะพัฒนามาแทนที่สื่อพื้นฐานยิ่งขึ้นไปอีก



