วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กลยุทธ์์การทำการตลาด และสร้างสังคมแบรนด์ ด้วยนวัตกรรม Social Web

CASE STUDY: Twitter, Facebook และ YouTube:
กลยุทธ์์การทำการตลาด และสร้างสังคมแบรนด์
ด้วยนวัตกรรม Social Web

ในยุคของลองเทล (Long Tail) สื่อพื้นฐาน (Traditional Media) เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ลดบทบาทลง เมื่อเทียบกับสื่อออนไลน์ ซึ่งกำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในด้านการเข้าถึงและการประยุกต์ใช้ ดังเห็นได้จากการลดตัวของสัดส่วนโฆษณาบนสื่อพื้นฐานและการขยายตัวบนสื่อออนไลน์ทั้งในและนอกประเทศ Social Web หรือเว็บสังคม เช่น Twitter, Facebook หรือ YouTube เป็นนวัตกรรมสื่อออนไลน์ ที่มีการเข้าถึงสูงสุด และสามารถใช้เป็นกลยุทธ์ โดยอาศัยการเชื่อมโยง (Connection) ระหว่างสมาชิกหรือเครือข่ายสังคมเป็นเครื่องมือการตลาดได้หลายรูปแบบ เช่น แบบตรง (Direct) เจาะกลุ่มเป้าหมาย (Target) ปากต่อปาก (Word-of-Mouth) และเรียลไทม์ (Real-Time) นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์สร้างสังคมแบรนด์ (Brand Community) เพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ขององค์กร Social Web จึงเป็นกลยุทธ์ใหม่ ที่สร้างความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขันได้

1. ลองเทลและสื่อออนไลน์
ในยุคของลองเทล สื่อพื้นฐาน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งแต่เดิมผูกขาดการถ่ายทอดข่าวสารข้อมูล ลดบทบาทลง เนื่องจากมีสื่อทางเลือกใหม่เช่นสื่อออนไลน์เข้ามามีส่วนร่วมในเวลาของผู้บริโภคมากขึ้น ปัจจุบันผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์ ในขณะที่ผู้บริโภครุ่นเก่ายังยึดติดกับสื่อพื้นฐาน (Anderson, 2006) ในเวลานี้ ค่ามีเดียน (Median) ของอายุผู้บริโภคสื่อโทรทัศน์ในสหรัฐสูงถึง 50 ปี ขณะที่ค่ามีเดียนของอายุชาวอเมริกันอยู่ที่ 38 ปี จึงเห็นได้ว่า เดโมกราฟฟิกอายุ (Age Demographic) ของผู้บริโภคสื่อโทรทัศน์ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายอีกต่อไปแล้ว นั่นคือกลุ่มอายุ 18-49 ปี (Somaiya, 2008) ในขณะที่หลายคนไม่รู้ตัว สื่อออนไลน์กำลังเปลี่ยนมาเป็นสื่อมวลชนหลัก (Mass Media) ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้า ข่าวสารข้อมูลจากสื่อพื้นฐานยังสามารถถ่ายทอดได้บนสื่อออนไลน์ในรูปแบบที่ทันสมัยกว่า และเข้าถึงได้ง่ายกว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ในอนาคตสื่อออนไลน์จะพัฒนามาแทนที่สื่อพื้นฐานยิ่งขึ้นไปอีก

คนอเมริกันกับการลงทุนผ่านกองทุนรวม

มีคนถามดิฉันว่า เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในรูปอะไร
ดิฉันตอบว่า “กองทุนรวม”

คนก็สงสัยว่า ทราบเรื่องการลงทุนดีอยู่แล้วทำไมต้องใช้บริการกองทุนรวม


มีหลายสาเหตุค่ะ นอกจากเคยทำงานอยู่ในธุรกิจทำให้ไม่สะดวกในการลงทุนเอง มีความมั่นใจในระบบการจัดการของกองทุนรวม และมีความอยากลงทุนในกองทุนแต่ละกองทุนที่ออกมาเสนอขายผู้ลงทุนจริงๆ แล้ว ยังมีสาเหตุที่ ถึงไม่เคยอยู่ในธุรกิจกองทุนรวม ก็ยังจะใช้บริการ เพราะกองทุนรวมมีข้อได้เปรียบหลายประการ ขอกล่าวถึงหลักๆ 3 ประการค่ะ

ประการแรกคือ มีมืออาชีพคอยดูแลจัดการให้ เราไม่ต้องคอยติดตามสถานการณ์ตลาดต่างๆ ด้วยตนเอง ยิ่งหากมีงานประจำทำอยู่ งานยุ่งๆ ไม่สามารถติดตามภาวะตลาด ไม่ได้ซื้อหรือขายตามจังหวะที่ควรจะเป็น ก็จะเสียโอกาสไปเป็นอันมาก

ประการที่สอง คือ สิทธิทางภาษี โดยเงินปันผลของบริษัทต่างๆ ที่กองทุนรวมรับมา ไม่ต้องเสียภาษี หากเราซื้อหุ้นบริษัทแล้วรับเงินปันผลโดยตรงจะเสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย 10% สำหรับกำไรจากการขายหุ้นทุน ไม่เสียภาษีเหมือนๆ กันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือลงทุนโดยตรง

7 เคล็ด(ไม่)ลับ กับการตลาดออนไลน์

FiVA - First Vision Advantage 1. กฎ 10/90

มีธุรกิจจำนวนเพียง 10% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จกับการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การลงโฆษณาออนไลน์ การตลาดผ่านอีเมล์ การทำเวปไซต์ แล้วอะไรคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นหนึ่งในสิบเปอร์เซ็นต์นั้น ไม่ใช่เรื่องยากถ้าคุณทุ่มเท 90% กับการปรับปรุงคุณภาพของการตลาดออนไลน์ ซึ่งทำได้โดยการวัดผลอย่างชัดเจน (Performance Assessment) วิเคราะห์ผลอย่างแม่นยำ (Analysis & Review) และปรับปรุงอย่างชาญฉลาด (Continuous Optimization)

2. วัดผลดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
If you can’t measure, you can’t control อะไรก็ตามที่คุณวัดไม่ได้ ก็ยากที่คุณจะควบคุมมันได้ การตลาดออนไลน์ก็เช่นเดียวกัน หลายธุรกิจลงทุนไปกับสืื่อหลากหลายชนิด ทั้งลงนิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แผ่นพับ ใบปลิว หรือ โฆษณาผ่านอินเตอร์เนต แต่กลับละเลยที่จะวัดผลของสื่อเหล่านั้นอย่างมีรูปธรรม เป็นโชคดีของการตลาดออนไลน์ ทีมีทางออกง่ายๆ ในการวัดผลตอบแทน เนื่องจากมีเครื่องมือในการวัดผลอย่าง Google Analytics ซึ่งนอกจะใช้บริการฟรีแล้วยังสามารถ ติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง ไม้ว่าเทคโนโลยีที่ใช้จะเป็น website, flash, email หรือ video แม้ว่าจะมีข้อจำกัดเรื่อง pageviews หรือจำนวนหน้าในการเข้าชมจะต้องไม่เกิน 5 ล้าน pageviews ต่อเดือน สำหรับฟรี account หากเกินกว่านั้นก็มาเป็นลูกค้าโฆษณาของ Google ก็สามารถใช้ฟรีโดยไม่มีข้อจำกัด

การตลาด พีอาร์ และ CRM ด้วย Facebook Page (Fan Page) – 01

ก่อนที่จะเริ่มใช้ Facbook Business Page หรือ Fan Page สำหรับ การตลาด CRM ผมขอให้ท่านเห็นความแตกต่าง ระหว่าง Facebook Personal Page (Profile page) และ Facebook Business Page กันก่อนว่า อะไรต่าง และ ทำไมถึงต้องเป็น Facebook Business Page… เพราะหลายๆ ท่านสอบถามผมถึงเรื่องนี้ ค่อนข้างเยอะ และติดปัญหาเรื่องการ สร้าง Fans ที่จะมาเป็นสมาชิก Facebook Business Page หลายๆท่านหันไปใช้ Profile Page แทน ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ค่อยเหมาะกับงานธุรกิจเท่าไหร่นัก

ความแตกต่างระหว่าง
Facebook Profile Page และ Facebook Business Page

ระบบ Facebook มี เครื่องมือในการสร้างเพจ อยู่ สามแบบหลักๆ คือ Personal Page, Group, และ Business Page ที่เราคุ้นเคยดี เป็น Personal Page ที่เราใช้สื่อสาร หรือเล่นเกมส์ ส่วน Group เหมาะสำหรับกลุ่มบุคคลที่สนใจในสิ่งที่เหมือนกันเข้ามาสื่อสารกัน และ Business Page เป็นเพจ สำหรับธุรกิจเพื่องานการตลาด และประชาสัมพันธ์ หรือ งานบริหารลูกค้า แต่หลายๆ ท่านยังคงสับสนและไม่แน่ใจว่า เครื่องมือ Facebook แต่ละชนิด มันเหมาะสมกับงานประเภทใดบ้าง และจะใช้งานมันอย่างไร

โดยปกติแล้วเมื่อเรา ล็อคอิน เข้าไปที่ Facebook ระบบจะนำท่านเข้าไปสู่หน้า News Feed ซึ่งเป็นที่รวบรวมข่าวสาร ความเคลื่อนไหว จากเพื่อนๆ ของท่าน หรือ แฟนเพจ ที่ท่านสมัครเป็นสมาชิก (โดยปกติหน้า หลัก ที่เราเห็นหลังจากล็อคอินจะเป็น หน้า News Feed) ในหน้า News Feed นี้ มีสองประเภทคือ Live Feed กับ News Feed โดยที่ Live Feed จะแสดวงข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวเกือบจะเรียลไทม์ และส่วนมากจะแสดงเฉพาะข้อมูลข่าวสารในวันนั้น ส่วน News Feed จะแสดงข้อมูลข่าวสารย้อนหลังทั้งหมด ดูรูปข้างล่างเป็นตัวอย่างแสดงหน้า News Feed

'นพ.บำรุง ศรีงาน' จาก 'หมอบ้านนอก' สู่ 'เซียนหุ้น VI'

เปิดใจ 'หมอสามัญชน' ประธานชมรมไทยวีไอดอทคอม จากเงินก้อนแรก 1.4ลบ. ผ่านไป 9ปี พอร์ตหุ้นทะยานแตะระดับ 'ร้อยล้าน' เขาทำได้ คุณก็ทำได้



ใครๆ ก็ยากรวยจากตลาดหุ้น แต่ใช่ว่าใครๆ ก็รวยได้ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มต้นคิดถึงอนาคตในวันข้างหน้าของ "ครอบครัวศรีงาน" เขาตัดสินใจนำเงินเก็บก้อนเล็กๆ ที่ทำงานรับใช้คนไข้มาตลอด 7 ปี รวมกับเงินกู้สหกรณ์อีกก้อนหนึ่ง เริ่มเพาะต้นกล้าการลงทุนตามแนวทางแวลูอินเวสเตอร์โดยมีอนาคตลูกน้อยอีก 3 ชีวิตเป็นเดิมพัน


เวลาผ่านไป 9 ปี มหัศจรรย์ของการลงทุนแบบ "ทบต้น" และการทุ่มเทค้นหาเส้นทางแห่งความสำเร็จ ทำให้หมอบ้านนอกประกาศอิสรภาพทางการเงิน เป็น "นาย" ของเงินนับ "ร้อยล้านบาท" ในปัจจุบัน และใช้เงิน "ทำงาน" ราวกับเครื่องจักรอันทรงพลัง ทั้งยังแบ่งปันความรู้จนเป็นที่นับถือของพี่น้องชาวไทยวีไอดอทคอม ในฐานะ.."พี่หมอสามัญชน"

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เติมไอเดียใส่ตอมะพร้าว รายได้หลักแสนจากเศษขยะ
















เพราะมองเห็นคุณค่าของตอต้นมะพร้าว ที่เดิมถูกทิ้งเปล่าประโยชน์อยู่มากมายบนเกาะสมุย กลายเป็นจุดพลิกชีวิตของผู้ประกอบการรายหนึ่งที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ โดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ กว่าพันชนิด ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทยและต่างประเทศ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ต้องควักเงินซื้อวัตถุดิบเลย



สุนทร โพธิ์น้อยงาม คือ เจ้าของกิจการผลิตภัณฑ์แปรรูปจากตอต้นมะพร้าว อยู่ที่บ้านสระเกศ ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนหน้านี้ เคยทำงานเป็นช่างไฟฟ้ารับจ้างอยู่บนเกาะสมุย จนหันมาบุกเบิกธุรกิจปัจจุบัน เมื่อ 14 ปีที่แล้ว เพราะมองเห็นถึงคุณค่าของตอต้นมะพร้าว ในขณะที่คนทั่วไปมองข้าม

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จิตวิทยาการลงทุน

จิตวิทยาการลงทุน : สุดารัตน์ ทิพยเทอดธนา

ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสไปเดินเลือกซื้อหนังสือมาอ่าน ด้วยปกติที่ทำงานทางด้านการเงินจึงต้องศึกษาหาความรู้และอ่านหนังสือมากอยู่เป็นทุนเดิม




แต่เมื่อต้องการพักผ่อนจึงมักเลือกที่จะหาหนังสือที่อ่านสบายๆ และไม่เครียดมากเก็บไว้อ่านยามว่าง แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไปสะดุดกับหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งเข้านั่นคือ หนังสือชื่อ “จิตวิทยาการลงทุน The Psychology of Investment” แต่งโดย John R. Nofsinger และแปลเป็นภาษาไทยโดย คุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข ที่จริงในหลักสูตรการสอนทางการเงินปัจจุบัน ก็ได้มีการนำจิตวิทยาการลงทุนมารวมอยู่ในบางส่วนของหลักสูตรบ้างเช่นกัน ตัวดิฉันเองก็ได้เรียนมาบ้างแล้วเช่นกัน แต่อาจมีหลายท่านที่อาจยังไม่ทราบ จึงอยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ

คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้น คือ ความโลภและความกลัว โดยนักลงทุนต่างแสวงหาผลตอบแทนคาดหวังที่สูงที่สุด ณ ระดับความเสี่ยงหนึ่งๆ ตามที่เราต่างได้รับการพร่ำสอนกันมาจากตำราทางการเงินมากมาย ที่พยายามคิดค้นเครื่องมือทางการเงินมาช่วยในการตัดสินใจลงทุน แต่ในภาวะความเป็นจริงปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการตัดสินใจลงทุนโน้มเอียงไปในแง่ตรรกะและอารมณ์มากกว่าเหตุผลในการลงทุนตามหลักวิชาการการเงิน ลองมาทำความเข้าใจพฤติกรรมในการตัดสินใจลงทุนในแบบต่างๆกันพอเป็นสังเขปดีกว่าค่ะ เพื่อที่ให้เรารู้เท่าทันและสามารถเอาชนะความไร้เหตุผลในการลงทุนได้