วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เล่นหุ้นแบบไหนดีที่สุด

ในเรื่องของการลงทุนหรือเล่นหุ้นนั้น มีเทคนิคหรือวิธีการหลายอย่างที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ลงทุนแบบ Value หรือเน้นคุณค่า

เล่นหุ้นแบบดูกราฟแนวรับแนวต้าน หรือเล่นหุ้นโดยวิธีการ "ปั่นหุ้น" เป็นต้น คำถาม ก็คือ เล่นหุ้นด้วยวิธีไหนดีที่สุด



ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น ผมคงต้องเติมข้อความในวงเล็บว่า ดีที่สุด (โดยเฉลี่ย) เพราะในแต่ละเทคนิคหรือวิธีการนั้น คนที่ทำได้ดีอาจจะเก่งมากจนทำได้ดีกว่าคนที่เก่งที่สุดในอีกวิธีหนึ่ง แต่โดยเฉลี่ย ซึ่งรวมถึงคนที่ไม่เก่งทั้งหมดด้วยแล้ว วิธีนั้นอาจจะแพ้การลงทุนอีกวิธีหนึ่งที่คนเก่งมากกับคนที่เก่งน้อยได้ผลตอบแทนไม่ต่างกันมากก็ได้

ประเด็นต่อมา ก็คือ ในการที่จะบอกว่าวิธีไหนดีกว่าวิธีอื่นนั้น เราจำเป็นต้องมีข้อมูลเพื่อที่จะพิสูจน์ ดังนั้น วิธีการลงทุนหรือเล่นหุ้นบางอย่างที่หาข้อมูลไม่ได้ เช่น การ "ปั่นหุ้น" นั้น เราคงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นวิธีที่ดีแค่ไหนในการทำกำไร แม้ว่าเราจะเชื่อว่าเป็นวิธีที่น่าจะได้ผลตอบแทนสูงสุด อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นวิธีการที่ผิดกฎหมายและผมไม่แนะนำให้ทำ มันก็เหมือนกับถามว่า วิธีทำงานหาเงินที่ได้เงินมากและเร็วที่สุดคืออะไร ซึ่งคำตอบของเราอาจจะบอกว่า การ "คอร์รัปชัน" แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนสามารถทำได้ เช่นเดียวกับการ "ปั่นหุ้น" ที่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การตลาดช่วยน้ำท่วม Cause-related Marketing


ข่าวของเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง ที่กำลังเกิดขึ้นนี้นับเป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ซึ่งสาเหตุของน้ำท่วมนั้นมีต้นเหตุจากป่าและต้นไม้ถูกทำลาย ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานได้เข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่และทำให้เราได้เห็นน้ำใจคนไทยที่ร่วมแรงร่วมใจกันส่งความช่วยเหลือซึ่งกันและกันอีกครั้งหนึ่ง

ในทางการตลาด รูปแบบหนึ่งของการตลาดเพื่อช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มักจะกระทำกันอยู่โดยส่วนใหญ่ก็คือ การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) หรือ การตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ (Environmental Marketing, Green Marketing) ที่เน้นไปถึงกิจกรรมสนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติ รักษ์ป่า รักโลก และกระทำกันในหลายๆ องค์กรโดยเฉพาะองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คำสาปของผู้ชนะ

"ข่าวดี" ในแวดวงของนักเล่นหุ้นที่พบมากที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือ การที่บริษัท "ชนะ" อะไรบางอย่าง เช่น


 การประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการ ที่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐ เช่น กิจการโทรคมนาคม การชนะประมูลก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และการชนะประมูลหรือแข่งขันซื้อกิจการของบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น เพราะทุกครั้งที่มี "ข่าวดี" ดังกล่าว นักเล่นหุ้นต่างก็จะเข้าซื้อหุ้นไล่ราคาจนขึ้นไปสูง คนคิดว่าการที่บริษัทชนะการประมูล จะทำให้ผลประกอบการในอนาคตของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ความเป็นจริง ก็คือ การชนะประมูลนั้น ไม่ได้แปลว่าบริษัทจะต้องมีกำไรเพิ่มในอนาคต การชนะการประมูลนั้น หมายความเพียงว่า บริษัทจะมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น มีธุรกิจมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า บริษัทจะต้องมีกำไรเพิ่มขึ้น หรือบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นคุ้มค่ากับเงินที่จะต้องลงทุนเพิ่ม

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

KISS Investing

การลงทุนนั้นก็เหมือนกับการทำอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ วิธีหรือกระบวนการที่ง่ายกลับให้ผลที่ดีกว่าวิธีที่ยากและซับซ้อน

ในภาษาอังกฤษจึงมีคำพูดที่นิยมกันมากว่า “Keep It Simple And Stupid” หรือใช้คำย่อว่า “KISS” แปลเป็นไทยว่า ต้องทำให้มันง่ายและโง่ที่สุด


การลงทุนแบบ KISS นั้นควรจะเป็นอย่างไร? และมันดีจริงหรือ? เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ ผมขอยกหลักการของโปรเฟสเซอร์ Charles D. Ellis นักวิชาการและนักเขียนเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนชื่อดังมาอธิบาย เขาเสนอว่า KISS ในการลงทุนนั้น มีหลักการและวิธีการ 5 ขั้นดังต่อไปนี้

ข้อแรก เก็บออมเงินสม่ำเสมอและเริ่มตั้งแต่อายุน้อย หลักการนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก เพราะการเริ่มต้นเร็วนั้น นอกจากจะเพาะนิสัยในการเก็บออมแล้ว การลงทุนจะเริ่มได้เร็วและมีระยะเวลาลงทุนนานกว่าที่เราจะเกษียณอายุ ด้วยพลังของการ "ทบต้น" ของผลตอบแทนที่ได้จะทำให้เม็ดเงินเติบโตเร็วมาก

วิธีที่จะคำนวณว่าเม็ดเงินจะเติบโตไปถึงแค่ไหนนั้น เราสามารถใช้ "สูตร 72" คำนวณได้ สูตรนี้จะบอกว่าเงินเราจะเพิ่มเป็นเท่าตัวต้องใช้เวลากี่ปี ตัวอย่างเช่น ถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นซึ่งจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10% ก็ให้เอา 72 ตั้งหารด้วย 10 ได้ค่าเท่ากับ 7.2 ก็จะได้ว่าเงินของเรา 1 ล้านบาทจะโตเป็น 2 ล้านบาท จะใช้เวลาประมาณ 7.2 ปี

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

Social Networking as Part of IMC


แนวทางการสร้าง Social Networking โดยหลักการของ
  • Instant (ตอบสนองทันที)
  • Interactive (สื่อสารสองทางไปมาตลอดเวลา)
  • Individualization (ตอบสนองระดับบุคคล)
  • Insight (ต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้)
  • Invisible (ต้องทำให้ไม่เห็นเป็นการโฆษณาสินค้าที่ชัดเจนเกินไป)
  • และ Integration (ต้องมีความสอดคล้องกันกับสินค้าจริง)
จากหลักการดังกล่าวมีหลักการอีกสองเกณฑ์ที่ผู้เขียนต้องการเพิ่มเติมเพื่อให้การทำ Social Networking ได้สัมฤทธิผลมากขึ้น หรือเรียกง่ายๆ ว่าอีก 2i ปัจจัยทั้งสองคือ I -Identity ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนหมายความว่า Social Networking ที่ทำต้องสามารถสื่อได้ถึง Brand Identity ของตราสินค้าหรือธุรกิจนั้นๆ ได้ ความหมายครอบคลุมไปถึงการเลือกสี การเลือกตัวอักษร หรือแม้กระทั่งการเลือกแนวทางในการพูดต้องสามารถแสดงถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้ ชนิดที่ว่าเมื่อเข้าไปใน Social networking ต้องยังคงตอบได้ว่านี่แหละสไตล์ของธนาคารธนชาต ธนาคารออมสิน ซิตี้แบงก์ หรือ เคทีซี

เป็นเจ้าของกิจการด้วย Online Social Networking

ปรากฏการณ์หนึ่งในโลกดิจิทัลที่ถือว่ามาแรงมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา และคาดว่าจะยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ


นั่นคือ การสร้างเครือข่ายสังคมในโลกอินเทอร์เน็ต หรือ Online Social Networking ที่ถือว่าเป็นการสร้างชุมชนออนไลน์ที่มีความเหนียวแน่น จากการติดต่อสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเสมือนหนึ่งสังคมหรือแม้แต่ครอบครัวเดียวกัน เข้ามาทักทาย พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแม้แต่ทำกิจกรรมสารพัดอย่างผ่านทางออนไลน์ด้วยกัน เรียกว่าขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว

แท้จริงแล้ว แนวคิดที่เกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่การใช้แชทรูม เว็บบอร์ด เพื่อให้มีผู้ที่สนใจเข้ามาโพสต์แลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น ติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันในโลกไซเบอร์ ซึ่งถือว่าเป็นยุคแรกๆ ของการสร้างเครือข่ายสังคมกันแล้ว แต่เริ่มมีความชัดเจนขึ้นจากการริเริ่มพัฒนา บล็อก (Blog) ที่เป็นเสมือนหนึ่งไดอารี่ออนไลน์ ที่ให้เจ้าของเข้ามาเขียนเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ และมีผู้อื่นที่มีความสนใจคล้ายคลึงกัน เข้ามาให้ความเห็นแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง จนสนิทสนมแนบแน่นกันจนเป็นวงสังคมเดียวกัน

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

ปันผลคือพื้นฐานหุ้น

หลักการหรือหัวใจของ Value Investment หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ก็คือ การหามูลค่าที่ควรจะเป็นหรือมูลค่า “พื้นฐาน” ของหุ้น


จากนั้นก็ดูว่าราคาหุ้นในตลาดเป็นเท่าไร ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่คำนวณได้ก็ให้ซื้อ ถ้าราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานก็ให้ขาย เพราะนักลงทุนแบบ VI เชื่อว่าในที่สุดราคาหุ้นจะวิ่งเข้าหามูลค่าพื้นฐานเสมอ

คำถามสำคัญมีอยู่ 2 ข้อ นั่นคือ หนึ่ง มูลค่าพื้นฐานคืออะไร มาจากไหน อะไรเป็นตัวกำหนดมูลค่าพื้นฐานของหุ้น พูดง่ายๆ คำนวณมูลค่าพื้นฐานอย่างไร ข้อสอง เมื่อไรเล่าที่ราคาจะวิ่งเข้าหาพื้นฐาน เป็นไปได้ไหมที่ราคาหุ้นอาจจะไม่สะท้อนพื้นฐานเป็นระยะเวลานานมาก เผลอๆ ตลอดไป กลายเป็นหุ้นที่อาจจะ “ถูกตลอดกาล” และถ้าเป็นอย่างนั้น VI จะได้อะไร

คำตอบทั้งสองข้อนั้นเกี่ยวเนื่องกัน นั่นคือ คำตอบของข้อแรกก็จะตอบคำถามของข้อสองได้ คำถามที่ว่ามูลค่าพื้นฐานคืออะไรนั้น ถ้าจะตอบ ก็คือ เป็นมูลค่าปัจจุบันของหุ้นที่เหมาะสม เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้จากบริษัทตลอดไป และผลตอบแทนที่ว่านั้น ก็คือ “ปันผล” ในอนาคตทั้งหมดของบริษัท